2006/Oct/05

ทหารกับประชาธิปไตยในอุษาคเนย์ จาก ไทย-ฟิลิปปินส์ ถึง สิงคโปร์

ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ เคยเปรียบเปรยไว้ว่า สิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นำมาใช้ในระบอบการเมืองของไทยนั้น แม้บริบทจะแตกต่าง แต่โดยหลักการและสารัตถะแล้ว แทบไม่แตกต่างจากที่ ฮูโก ชาเวซ ฟรีอัส ประธานาธิบดีแห่งเวเนซุเอลา และผู้นำที่ผ่านการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยหลายคนนำมาใช้เพื่อสร้างและขยายฐานอำนาจ อิทธิพลทางการเมืองของตนเอง สิ่งดังกล่าวนั้นถูกเรียกรวมๆ ว่าลัทธิ "ประชานิยม"

พ.ต.ท.ทักษิณ เดินตามแพทเทิร์นเดียวกันนี้ สร้างความนิยมชมชอบโดยการผลักดันให้มีการนำนโยบายที่มุ่งผ่อนคลายความยากจน ปลดเปลื้องภาระของคนยากจน บ่อยครั้งแทบจะเป็นการหยิบยื่นข้าวปลาอาหารหรือกระทั่งเงินสดๆ ให้กับคนเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวาระใกล้เคียงการเลือกตั้ง

พ.ต.ท.ทักษิณ เจริญรอยตามรอยเท้าของ ฮูโก ชาเวซ ไม่เพียงแค่แนวนโยบาย หากยังกินความรวมถึงท่าที น้ำเสียง ที่ส่อนัยถึงความยโส แฝงเร้นความเป็นชาตินิยมอยู่เต็มเปี่ยมอีกด้วย วลีอย่าง "ยูเอ็นไม่ใช่พ่อ" หรือ "ไทยไม่ได้เป็นขี้ข้าสหรัฐอเมริกา" ล้วนสามารถเทียบเคียงได้กับหลายวลี หลายประโยคของผู้นำเวเนซุเอลา ที่ได้ชื่อว่าเป็น "ตัวแสบ" อย่างถึงที่สุดสำหรับทางการวอชิงตัน

เหมือนกันเสียจนกระทั่ง ชาเวซ มีรายการโทรทัศน์ของตนเองทุกเช้าวันอาทิตย์ เพื่อได้มีโอกาสพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับชาวเวเนซุเอลันทั้งหลาย ทักษิณก็มีรายการวิทยุ "ทักษิณพบประชาชน" ทุกเช้าวันเสาร์

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองการปกครองทั้งหลายบอกตรงกันอีกว่า รูปแบบของการดำเนินนโยบายดังกล่าว ถือเป็นการสร้างฐานอำนาจเสริมอิทธิพลทางการเมืองต่อตัวบุคคล โดยต้องแลกเปลี่ยนกับการตัดทอน ลดบทบาทและความสำคัญของสถาบันหลักต่างๆ ในระบอบประชาธิปไตยลง

ที่สำคัญก็คือ นักรัฐศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า การดำเนินการทางการเมืองโดยอาศัยแก่นแกนเป็นเรื่องประชานิยม-ชาตินิยมนั้น มักทำให้ความขัดแย้งทางชนชั้นที่ดำรงอยู่ ขยายวงกว้างออกไปและลงลึกลงไปมากขึ้นเรื่อยๆ สถานการณ์ในเมืองไทยในห้วงตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา เรื่อยมาจนกระทั่งถึงไม่นานก่อนหน้าการรัฐประหารที่เกิดความแตกแยกในสังคมอย่างหนักหน่วงและลึกซึ้งแบบที่ไม่เคยพบเห็นกันมาก่อนคือประจักษ์พยานในเรื่องนี้

หลายคนเห็นเหมือนๆ กันว่า นโยบายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก่อให้เกิดวัฏจักรของการ "พึ่งพา" การหยิบยื่นให้ของ "รัฐ" มากกว่าที่จะก่อให้เกิดการยืนหยัดเลี้ยงดูตัวเองด้วยสัมมาอาชีพภายใต้สามัญสำนึกที่ว่า "โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี" พร้อมๆ กับเห็นด้วยว่า ในการก้าวขึ้นสู่ความนิยมสูงสุดของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น ข้อกล่าวหาว่าด้วยการคอร์รัปชั่นเริ่มอึงคะนึงมากขึ้นทุกที และส่อเค้าใกล้เคียงความจริงมากขึ้นทุกที

ถึงกระนั้น เมื่อเกิดรัฐประหารขึ้นในเมืองไทยเมื่อ 19 กันยายนที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ทั้งหลายก็ส่ายหน้าไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ด้วยความรู้สึกประการหนึ่งว่า การยึดอำนาจดำเนินไปในยามที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่ได้ใช้ทางเลือกเท่าที่มีจนหมด การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้อาจมีบางอย่างนอกเหนือไปจากการทำหน้าที่เป็น "กระบวนการปรับทิศทาง" การเมืองการปกครองในประเทศไทยให้กลับสู่ทิศทางที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียว

นักวิชาการต่างชาติบางรายถึงกับปฏิเสธคำอธิบายที่ว่า การรัฐประหารครั้งนี้คือ "เนสเซสซารี อีวิล" หรือความชั่วร้ายที่จำเป็นต้องทำ ด้วยการชี้ว่าสถานการณ์ในไทยไม่ได้ถึงทางตันแบบไม่มีทางเลือก หากแต่การยึดอำนาจหนนี้เกิดขึ้นจากฟางเส้นสุดท้ายคือการโยกย้ายนายทหารประจำปีที่ค้างเติ่งไม่ลงตัวจนกระทั่งถึงขณะนี้มากกว่า

ปฏิกิริยาอย่างเป็นทางการจากหลายต่อหลายประเทศเป็นไปในทางลบ สาเหตุสำคัญประการหนึ่งก็คือ แค่เพียงเมื่อไม่นานมานี้ ยังถูกยกย่องให้เป็น "แม่แบบ" เป็น "ตัวอย่าง" ของพัฒนาการทางการเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อ "แม่แบบ" ยังตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้ ความหวาดหวั่นว่าความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในไทยจะกลายเป็น "แบบอย่าง" ให้กับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค

อย่างน้อยที่สุด ผู้นำทหารที่ก่อกบฏล้มล้างรัฐบาลประธานาธิบดี กลอเรีย มาคาปากัล อาร์โรโย่ แห่งฟิลิปปินส์ ซึ่งถูกจำขังอยู่ในเวลานี้ก็ออกมาแสดงความยินดีกับความสำเร็จของทหารไทยและเรียกร้องให้เพื่อนทหารในฟิลิปปินส์ "มองไทย" เป็นตัวอย่าง

ในทางหนึ่งการรัฐประหารในไทยอาจกลายเป็นแบบอย่างให้กองทัพประเทศอื่นในภูมิภาคเลียนเยี่ยงอย่าง ในอีกทางหนึ่งการรัฐประหารในไทยจะกลายเป็นเครื่องกระตุ้นให้ผู้นำเผด็จการทหารที่มีอยู่ เมินเฉยกับแรงกดดันทั้งหลายทั้งปวงต่อการปฏิรูปการเมืองในประเทศตนมากขึ้นไปอีก

ในเวลาเดียวกันนั้น นักวิชาการรัฐศาสตร์อีกจำนวนไม่น้อย ชี้ว่า การยึดอำนาจในไทยสะท้อนให้เห็นว่า พลังอำนาจและอิทธิพลทางทหารที่มีต่อการเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น เป็นเรื่องที่ตัดขาดจากกันไม่ได้ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในเวลานี้

ในฟิลิปปินส์ โฮเซ่ อาบูเอว่า นักรัฐศาสตร์ที่นั่นบอกว่า ทหารฟิลิปปินส์ถูกการเมืองเข้าแทรกจนกลายเป็นการแบ่งขั้วแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจน เขาเชื่อว่าสภาพไร้เสถียรภาพทางการเมืองที่เกิดขึ้นอยู่ในทุกวันนี้นั้น เป็นผลมาจาก "อาฟเตอร์ เอฟเฟ็กต์" ของการประกาศใช้กฎอัยการศึก ยุคที่ทหารเป็นใหญ่ภายใต้การนำของ เฟอร์ดินันด์ มาร์คอส อดีตผู้นำเผด็จการขึ้นชื่อของฟิลิปปินส์

ที่อินโดนีเซีย สถานการณ์การสืบทอดประชาธิปไตยดูเรียบร้อยและต่อเนื่องมากกว่าที่อื่น กระนั้น หลายคนก็ชี้ว่า บัมบัง สุศีโล ยุทโธโยโน ประธานาธิบดีก็เป็นอดีตนายพลทหารเช่นเดียวกับอดีตนายทหารหลายคนซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐ

ในอินโดจีน ประเทศอย่างกัมพูชา กับประเทศอย่าง เวียดนาม และลาว ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้การปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์ ไม่อาจหลีกเลี่ยงอิทธิพลของกองทัพได้อย่างแน่นอน ในลาว 6 ใน 11 คนของสมาชิกโปลิตบูโร ที่เพิ่งมีการเลือกตั้งกันใหม่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว มาจากกองทัพ ในเวียดนาม แม้จะมีเพียงรายเดียวที่สมาชิกโปลิตบูโรมาจากกองทัพ แต่กองทัพได้ชื่อเป็น 1 ใน 4 เสาหลักของรัฐบาลคอมมิวนิสต์เวียดนามนอกเหนือจาก พรรค, ข้าราชการ และ องค์กรมวลชน

ที่น่าสนใจก็คือ ในสิงคโปร์ ประเทศที่กองทัพมีอิทธิพลสูงมากแต่อยู่ในรูปแบบที่เราไม่ค่อยจะรู้สึกกัน เนื่องเพราะมันเป็นการคงอิทธิพลของกองทัพในรัฐบาลที่แตกต่างออกไปจากที่อื่นๆ

กองทัพกลายเป็นที่ฝึกวินัยให้กับชายสิงคโปร์ทุกคน บ่มเพาะความรู้สึกรักชาติ ปลูกฝังความมีวินัยในชาติอย่างได้ผลในทุกๆ คน นอกเหนือจากการฝึกฝนการต่อสู้ตามรูปแบบแล้ว กองทัพสิงคโปร์เป็นหนึ่งในแหล่งที่มาสำคัญของผู้นำระดับสูงของประเทศ มากพอๆ กับมหาวิทยาลัยแห่งชาติด้วยซ้ำไป

อย่างน้อยคนอย่าง ลี เซียน หลุง และ จอร์จ เยียว รัฐมนตรีต่างประเทศก็คือ นายพลจากกองทัพสิงคโปร์ทั้งคู่!

ที่มาข้อมูล : มติชน


Comment

Comment:

Tweet


ผมก๊อบมาตามนี้เลยคับ
#2 by [[ himalaya ]] At 2006-10-08 03:06,
งง ๆ กับย่อหน้าที่ 4 จากสุดท้าย พูดถึงลาวอยู่ดี ๆ ไปเวียดนามได้งัยอ่ะ ตกหล่นหรือเปล่าครับ
#1 by เจ้าชายน้อย At 2006-10-05 21:56,

H I M @ L A Y @
View full profile